ทักทาย

10/ุ9/2014

ความคิดหยุดยาก
ความรู้สึกหยุดยาก
หยุดความคิดได้ ก็หยุดความรู้สึกได้

หยุดเสียบ้าง หากเราเหนื่อยเกินไป



อ่านให้สนุกครับ

P.J.Anderson

....................

วันศุกร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2553

จริยศาสตร์ และปรัชญาเบื้องต้น บทที่ 2





บทที่ 2 วิวัฒนาการความคิดปรัชญา

2.1 ยุคดึกดำบรรพ์
มนุษย์เกิดความกลัวในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า น้ำท่วม วาตภัย ฯลฯ มีความเชื่อในอำนาจของสิ่งเหนือธรรมชาติ มีการเซ่นสรวงบูชา เพื่อเอาใจเทพเจ้า โดยหวังผลดีงามที่เทพเจ้าจะบันดาลให้

2.2 ยุคโบราณ
2.2.1 สมัยเริ่มต้น : ปัญหาปฐมธาตุของจักรวาล
สภาวนิยม / ธรรมชาตินิยม (Naturalism)
เชื่อว่า ปรากฏการณ์ธรรมชาติเป็นไปอย่างมีระเบียบ มีกฏเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว ทุกอย่างน่าจะมาจากธาตุเริ่มแรกอย่างใดอย่างหนึ่ง
Thales “ปฐมธาตุคือ น้ำ”
Anaximander “ปฐมธาตุคือ สารไร้รูป”
Anaximenes “ปฐมธาตุคือ อากาศ”
Heraclitus “ปฐมธาตุคือ ไฟ”
Empidocles “ปฐมธาตุคือ ดิน น้ำ อากาศ ไฟ”
Anaxagoras “ปฐมธาตุคือ จิต กับ สสาร”
(นักปรัชญาที่เด่นที่สุดในยุคโบราณคือ Thales) Thales เป็นบิดาแห่งปรัชญา เพราะเป็นคนแรกที่กล้านำปัญหามาพิจารณาอย่างจริงจัง โดยไม่อิงอาศัยความเชื่อต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ (เหมือนคนส่วนใหญ่ในสังคมยุคนั้น)

2.2.2 สมัยรุ่งเรือง : ปัญหามาตรการความจริง เราควรใช้อะไรเป็นเกณฑ์มาตรฐานวัดความจริง
ความจริง 2 ประเภท :
- ความจริงแบบอัตนัย (Subjective) [ความจริง จริงๆ ไม่มี ทุกอย่างเป็นสิ่งสมมติ ขึ้นอยู่กับความคิดของแต่ละคน]
- ความจริงแบบปรนัย (Objective) [ความจริง จริงๆ เป็นสิ่งเที่ยงแท้ นิรันดร ดำรงอยู่อย่างอิสระ ไม่ขึ้นอยู่กับความคิดของคน] ไม่ว่าในโลกนี้จะมีคนไปสนใจ “ความเป็นจริง” นั้นหรือไม่ ความเป็นจริงนั้นก็ยังคงดำรงอยู่เหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนค่าไปตามความเห็นของมนุษย์แต่อย่างใด *

กลุ่ม Sophist (นำโดย Protagoras) ความจริงเป็นอัตนัย ไม่ใช่ปรนัย ดังนั้น มนุษย์แต่ละคนจึงเป็นมาตรการวัดทุกอย่าง ( Man is the measure of all things ) ความดี-ความชั่วเป็นเรื่องสมมติ สิ่งใดดีก็ดีเฉพาะคนนั้น ไม่จำเป็นต้องดีแก่ทุกคน *

Socrates (469-399 B.C.) : จุดเริ่มของจิตนิยม ความจริงเป็นปรนัย มีมาตรการสากลอยู่จริง
มนุษย์ทุกคนสามารถคิดตรงกันได้ หากขจัดกิเลสและอคติออกจากจิตใจ ความดี-ความชั่วเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง สิ่งที่ดีจะดีตลอดไป แม้มนุษย์จะเห็นว่าไม่ดีก็ตาม ***

Plato (427-347 B.C.) : เป็นจิตนิยม ความจริงเป็นปรนัย มีมาตรการสากลอยู่จริง ความรู้ที่ได้จากปัญญาและเหตุผลเป็นความรู้แท้ แบบ (Form) คือ ลักษณะกลางที่สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในประเภทเดียวกันมีตรงกัน แบบเป็นสิ่งจริงแท้ สมบูรณ์สูงสุด เป็นอสสาร แน่นอนตายตัว ไม่เปลี่ยนแปลง อยู่ในโลกของแบบ

[ สสาร = ครองที่ ครองเวลา สามารถรับรู้ได้โดยประสาทสัมผัส ]
[ อสสาร = ไม่ครองที่ ไม่ครองเวลา ไม่สามารถรู้ได้โดยประสาทสัมผัส ]

Aristotle (384-322 B.C.) : เป็นจิตนิยม เป็นผู้ก่อตั้งวิชาตรรกวิทยา ***
แบบ / สิ่งสากล (Universal) มีอยู่ในโลกแห่งผัสสะ ไม่ได้แยกออกจากโลกนี้เลย
แบบ = ลักษณะร่วมที่สิ่งต่างๆ มีตรงกัน แบบหรือสิ่งสากลเป็นมาตรการความจริงสำหรับวัดทุกสิ่งในจักรวาลนี้

2.2.3 สมัยเสื่อม : มุ่งแสวงหาความสุขส่วนตัว
อารยธรรมกรีกเสื่อมลง ผู้คนตกอยู่ใต้การปกครองของอาณาจักรโรมัน มีความทุกข์ จึงไม่เชื่อฟังรัฐ เห็นแก่ตัวมากขึ้น ขาดที่พึ่ง เกิดความว้าเหว่ จึงนำเอาลัทธิปรัชญามาเป็นที่พึ่งทางใจ สนใจปัญหาว่า ควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะมีสุขที่สุด
มีแนวทางหลักๆ 2 แนวทาง :-
- กลุ่มหาความสุขในโลกหน้า
- กลุ่มหาความสุขในโลกนี้

กลุ่มหาความสุขในโลกหน้า :-
กลุ่มศาสนา เชื่อว่า จุดหมายของชีวิตมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่โลกปัจจุบันหรือชาตินี้ หากแต่อยู่ที่โลกหน้า (ชาติหน้า) หรือโลกของพระเจ้า การใช้ชีวิตในโลกนี้เป็นเพียงการเตรียมตัว (ปฏิบัติตนในทางที่ดี) เพื่อเข้าสู่ความสุขที่แท้ซึ่งมีอยู่ในโลกหน้า

กลุ่มหาความสุขในโลกนี้ :-
Epicureanism นำโดย Epicurus ความกลัวเป็นสาเหตุของความทุกข์ โลก จักรวาล และชีวิตมนุษย์ เป็นระบบกลไก ไม่มีโลกหน้า ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด ชีวิตนี้สำคัญที่สุด เราจึงควรแสวงหาความสุขให้มากที่สุด อย่างรอบคอบที่สุด

Stoicism นำโดย Zeno จักรวาล และชีวิตมนุษย์ ถูกควบคุมโดยกฎที่แน่นอนคือธรรมชาติ แก่นแท้ของมนุษย์คือเหตุผล ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่ทำตามเหตุผล ควบคุมอารมณ์ ใช้เหตุผลเหนืออารมณ์ ระงับความอยาก ไม่ตามใจตัวเอง เหตุผลเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เรารู้ผิดชอบชั่วดีได้

Cynicism นำโดย Diogenes ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่เป็นอิสระ ไม่ติดอยู่ในกรอบของขนบธรรมเนียมและประเพณีทุกอย่าง กำจัดความต้องการทางร่างกายให้มากที่สุด ใช้ชีวิตเรียบง่าย ตัดขาดจากสังคม และตัดกิเลสให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

2.3 ยุคกลาง
ลักษณะเด่นของอารยธรรมยุโรปยุคกลาง คือ
- คริสต์ศาสนา (Christianity) มีอิทธิพลต่อชีวิต
- ระบบศักดินาสวามิภักดิ์ (Feudalism) เข้มแข็ง
- คนส่วนใหญ่ในสังคมมีความรู้สึกว่า ตนเองถูกกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ รู้สึกสิ้นหวังกับชีวิต จึงหันหน้าเข้าหาศาสนา

ระบบศักดินาสวามิภักดิ์ แบ่งคนออกเป็น 3 ชนชั้น คือ
- พวกขุนนางและอัศวิน (นักรบ เจ้าของที่ดิน)
- พวกพระและนักบวช (ผู้ประกอบพิธีกรรม)
- พวกสามัญชน (ชาวนาที่อาศัยทำกินบนที่ดินของขุนนาง ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง)

นักปรัชญาในยุคกลาง
มีความพยายามนำเอาปรัชญากรีกมาอธิบายคริสต์ศาสนาเพื่อให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น *
นักปรัชญาสำคัญในยุคนี้ คือ :-
- เซนต์ ออกัสติน (St. Augustine)
- เซนต์ อาควินัส (St. Thomas Aquinas)

เซนต์ ออกัสติน
ความจริง 2 รูปแบบ
- ความจริงสากล / แบบในพระมนัส (Intellect)
- วัตถุทางผัสสะ (Sense-Objects)
** โดยความช่วยเหลือของพระเจ้าที่ส่องพระปัญญามายังมนุษย์ มนุษย์เราจึงสามารถใช้ “เหตุผล” หยั่งรู้ความจริงสากล (แบบ) ได้ **

เซนต์ อาควินัส
ความจริงสากลและวัตถุทางผัสสะไม่ได้อยู่แยกต่างหากจากกัน แต่ปรากฏอยู่รวมกัน แม้พระเจ้าจะทรงสร้างโลกขึ้นมา แต่ในพระมนัสของพระองค์ก็มีเพียงแผนการ (ความคิด) เท่านั้น ความเป็นจริงต่างๆ ไม่ได้อยู่ในพระมนัส หากแต่ปรากฏอยู่ในวัตถุทางผัสสะนี้เอง

2.4 ยุคใหม่
ลักษณะเด่นของอารยธรรมยุโรปยุคใหม่ คือ เกิดโลกทัศน์แบบมนุษย์นิยม (Humanism) ที่ตระหนักในคุณค่าและศักดิ์ศรีของมนุษย์ เชื่อมั่นในวิธีการวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มีการปฏิรูปศาสนา ทำให้ศาสนาอ่อนอิทธิพล เกิดชนชั้นกลาง ที่เป็นพ่อค้า และ ปัญญาชน

นักปรัชญาในยุคใหม่ สนใจปัญหาเรื่อง วิธีคิด/วิธีหาความรู้ที่แท้ (คิดอย่างไรจึงจะได้ความรู้ที่แท้จริง?)
แนวทางคำตอบ 2 วิธี :-
- เหตุผลนิยม (Rationalism) / แนวคณิตศาสตร์
- ประสบการณ์นิยม (Empiricism) วิทยาศาสตร์

นักปรัชญาคนสำคัญในยุคใหม่
- เดส์การ์ตส์ (Rene Descartes) เน้นการใช้เหตุผล สงสัยทุกอย่าง เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปที่ไม่อาจสงสัยได้ แล้วค่อยๆ ถอดความจริงอื่นๆออกมา (ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งปรัชญายุคใหม่)
- จอห์น ลอก (John Locke) เน้นประสบการณ์ เชื่อว่าเราเกิดมาพร้อมกับจิตที่ว่างเปล่า เราต้องอาศัยประสบการณ์จึงจะรู้ความจริงต่างๆ ได้ ส่วนความจริงทางศาสนาต้องอาศัยการเผยความจริง (วิวรณ์ : Revelation) จากพระเจ้า (เป็นผู้ก่อตั้งลัทธิประสบการณ์นิยม)
- อิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant) ความรู้ทางวิชาการทุกอย่างต้องผ่านโครงสร้างของสมองซึ่งมี 2 ส่วนคือ ผัสสะและความเข้าใจ ความรู้จึงเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏต่อโครงสร้างสมองเท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับสภาพจริงก็ได้ ศีลธรรมเป็นสิ่งที่ต้องสำนึกรู้โดยตรง (Intuition)

2.5 ยุคปัจจุบัน
ลักษณะเด่นของอารยธรรมยุคปัจจุบัน คือ :-
- เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม (จากใช้แรงงานคนและสัตว์มาใช้เครื่องจักรกลทดแทน)
- มีการตื่นตัวในเรื่อง สิทธิเสรีภาพ มากขึ้น
- รู้สึกผิดหวังกับวิทยาศาสตร์ที่สร้างหายนะให้
- ต้องการแสวงหาแนวทางใหม่ในการดำเนินชีวิต

สำนักปรัชญาที่สำคัญในยุคปัจจุบัน
ลัทธิปฏิบัตินิยม (Pragmatism) พยายามนำเอาความคิดไปปฏิบัติแล้วดูผลที่เกิดขึ้น ไม่ยึดมั่นในทฤษฎีใดๆ อย่างเด็ดขาดตายตัว ความคิดใดๆ เมื่อนำไปปฏิบัติแล้วเกิดประโยชน์ ก็ถือว่ามันจริง แต่ถ้าไม่เกิดประโยชน์ก็ถือว่าเท็จ
** Charles S. Peirce ** William James

ลัทธิภาษาวิเคราะห์ (Language Analysis) เสนอให้ยุติปัญหาความขัดแย้ง โดยการ “วิเคราะห์” ภาษาที่ใช้แสดงความคิด เรามักใช้ภาษากันอย่างผิดๆ และคลุมเครือจึงเป็นเหตุให้เกิดความสับสนจนขัดแย้งกัน
*** Wittgenstein

ลัทธิอัตถิภาวนิยม (Existentialism) เสนอให้มนุษย์กลับมาหาตัวเอง และทำตามเสรีภาพอย่างแท้จริง (จงเลือก & รับผิดชอบ) เราเป็นอิสระเสมอไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด เราต้องสร้างตัวเราให้ “เป็น” อย่างที่เราต้องการ เสรีภาพที่แท้จะมาพร้อมกับความรับผิดชอบ
*** Jean Paul Sartre

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น