ทักทาย

18/ุ6/2014

เปลี่ยนแปลงเป็นคำเรียบง่ายที่ทำได้ยากเย็น
บางคนแค่ได้ยินก็พาลร้องไห้ระงม ยอมรับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน
ไม่อยากรับรู้คำนี้ในพจนานุกรมชีวิต

อันที่จริง ความเปลี่ยนแปลงมันเป็นไปได้ทั้งในทางดีและไม่ดี
เป็นไปได้ในทางสร้างสรรรค์และทรุดโทรม

เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลง
มีใครสักกี่คนที่ชอบคำนี้ และยึดเป็นคติประจำใจ

ไม่ผิด หากคำๆนี้แสลงหู
แต่คงผิดหากเรายึดโยงความหมายในทางร้ายเสมอไป

บางสิ่งเปลี่ยนแปลงเพื่อดีกว่า
บางสิ่งเปลี่ยนแปลงเพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้

ไม่ว่ากี่สิ่งจะเปลี่ยนไป ผมว่า
เราเองก็ไม่จำเป็นต้องตกใจกลัว

เราเองไม่เคยเหมือนเดิมซะทีเดียว
โลกนี้ไม่เคยเหมือนเดิมซะทีเดียว

บางสิ่งคงอยู่ บางสิ่งหาย
บางสิ่งคล้ายจะเหมือนเดิม

แต่ก็ไม่พ้นที่จะต้องเปลี่ยนแปลง



อ่านให้สนุกครับ

P.J.Anderson

....................

วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2554

วิจารณ์ เจ้าหงิญ


วิจารณ์ เจ้าหงิญ ของ บินหลา สันการาคีรี
โดย ปฐมพงษ์ ชัยเขื่อนขันธ์


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว..
ค่ายอ่านเขียนเรียนคิด ของเมือง เอสซีจี ณ ประเทศซีเมนต์ไทย (อยู่ในแถบดินแดนสุวรรณภูมิเก่า) ได้ประกาศให้โลกรู้ เราจะสร้างนักเขียน นักคิด นักอ่านผ่านการเรียนรู้เรียบง่าย หากใครอยากเข้าร่วมค่าย จงเขียนงาน และส่งเข้ามา ใครอยากเป็นสตาฟ ดูแลน้องๆในค่าย จงเขียนและส่งเข้ามา ป้ายขนาดใหญ่ แปะประกาศไว้หน้าเมือง ใครอยากเข้าร่วมโครงการนี้ จงคิด เขียน และส่งบางสิ่งเข้ามา

มีนักเขียนนักคิดและนักอยากเขียน วนเวียนรอบป้าย ขัาจะเขียน ข้าจะส่ง หนูจะเข้า ผู้คนหลากหลายต่างร้องเร่ อยากเข้าร่วมค่ายอ่านเขียนด้วยความกระตือรือล้น (มาก) พากันกลับบ้านไปเขียน และส่งงานเข้าเพื่อรับการคัดเลือกเข้าสู่โครงการ

กาลครั้งนั้น ได้มีเด็กน้อยคนหนึ่ง นามว่า เป้น้อย เป้น้อยเป็นเด็กน่ารักน่าเอ็นดูและน่าสงสาร มักถูกผู้คนรังแก ด้วยรูปลักษณ์ที่เหมือนลิง
จึงชอบถูกแกล้งโดยจับขึ้นไปห้อยกับต้นไม้ให้ร้องไห้น่าสงสาร เป้น้อยได้เดินผ่านป้ายประกาศหน้าเมือง แต่ไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่ป้ายประกาศได้บอกกล่าว เพราะยังด้อย จึงต้องเร่งศึกษา แต่การเร่งหาความรู้ไม่อาจทำให้เป้น้อยอ่านข้อความเหล่านั้นได้เร็วไว

เพราะการศึกษาในระบบต้องใช้เวลาและทุนทรัพย์ เป้น้อยจึงใช้วิธีอื่นในการอ่านป้ายประกาศ
ระหว่างที่เป้น้อยกำลังหาวิธี มีลิงตัวใหญ่ตัวหนึ่งเดินผ่าน ลิงตัวนี้แสนฉลาด เป็นลิงพูดภาษาคนและอ่านภาษาคนได้
"เจ้าลิงๆ" เป้น้อยพูด "เจ้าชื่ออะไร?" เป้น้อยถามเจ้าลิงยักษ์ ลิงยักษ์ตอบกลับมา
"ข้าชื่อ ลิงภูมิ"
"ภูมิภาคหรือ?" เป้น้อยถามชื่อเต็มๆ
"เปล่าๆ ชื่อ ภูมิประเทศ"
"เจ้าจะช่วยข้าได้หรือไม่?"เป้น้อยถามต่อ
"ช่วยอะไร?"
"อ่านป้ายประกาศนี้ให้ที" เป้น้อยชี้ไปที่ป้ายหน้าเมือง ลิงภูมิอ่านสักครู่ จึงบอกเนื้อหาบนแผ่นป้าย
"เมืองเอสซีจี ได้ประกาศหาคนไปเป็นสตาฟ ดูแลน้องๆในค่าย แต่ใครอยากเข้าร่วม ต้องส่งใบสมัครและวิจารณ์นิทานเก่าแก่หนึ่งเล่ม" ลิงภูมิพูด "เป็นโครงการที่น่าสนใจมาก ข้ายังอยากเข้าร่วมเลย"
"หา?" เป้น้อยร้องขึ้น "แล้วข้าจะทำได้ยังไง?"
เป้น้อยลงไปชักดิ้นชักงอกับพื้น เหมือนลมบ้าหมูกำเริบ ลิงภูมิสงสารจึงได้เสนอตนเพื่อช่วยเหลือ
"ข้าจะอ่านให้เจ้าฟังเอง และข้าจะเป็นคนเขียนให้ด้วย"
เป้น้อยปัดฝุ่นกระโดดดีใจ ลิงภูมิจึงเดินไปที่ร้านหนังสือแล้วซื้อนิทานเล่มหนึ่ง ชื่อว่า เจ้าหงิญ "เรื่องมันเป็นยังไง?" เป้น้อยถามระหว่างที่ลิงภูมิเปิดหนังสืออ่านจนจบใหนหนึ่งชั่วโมง
"มันเป็นรวมเรื่องสั้น มีเรื่องสั้นๆหลายๆเรื่องรวมๆกันในเล่มเดียว"ลิงภูมิพูด" ได้รับรางวัลซีไรต์ด้วย"
"รางวัลอะไรนะ?"
"ซีไรต์....อธิบายยาก เจ้ายังด้อยนัก เอาเป็นว่า มันเป็นหนังสือที่เคยได้รางวัล"
"แล้วเนื้อหามันเป็นยังไง?"

ลิงภูมิก้มหน้าอ่านเรื่องสั้นทั้หงมดเรียงไปตามเรื่อง ตั้งแต่เรื่องแรก ชายเดียวดายแห่งภูเขาภาคเหนือ เรื่องที่สองเรื่อง แดฟโฟดิลแดนไกล ต่อมาด้วยเรื่อง เจ้าหญิงเสียงเศร้าแห่งดาวดวงที่สี่,เห้าอี้ดนตรี,สีที่แปดของรุ้งกินน้ำมนักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่,ลูกหามกับสามสหายและ เรื่องโลกของเจ้าหญิงนกบินหลายกับเจ้าชายนกบินหา

เป้น้อยฟังเรื่องเล่าด้วยความตื่นเต้น ส่งเสียงออกมาเป็นระยะๆตามอารมณ์ของเรื่อง เช่นเรื่องเก้าอี้ดนตรี ตอนที่เก้าอี้ตัวน้อยไม่อยากเป็นเก้าอี้ดนตรีอีกต่อไปและต้องโดนทิ้ง เป้น้อยทำท่าปาดน้ำตาขึ้น และสะอึกสะอื้น ก่อนจะยิ้มร่าในตอนจบ

"เป็นไง? จะให้ข้าช่วยเขียนวิจารณ์ให้ไหม?"ลิงภูมิพูด "แต่เจ้าต้องเป็นคนพูดออกมาจากที่เจ้าคิด แล้วข้าจะเขียนให้"

"แล้วเจ้าจะเขียนด้วยอะไร เจ้าเป็นลิง"
"ข้าจะกัดนิ้วให้เลือดออกแล้วใช้เลือดเขียน"
"หา?"
"ข้าล้อเล่นน่ะ"ลิงภูมิยิ้ม "ข้าจะใช้ไอ แพดพิมพ์แล้วส่งไปทางอีเมล์ให้"
เป้น้อยมองลิงภาคพลางคิดถึงสิ่งไม่ดีบางอย่าง แต่ก็ลบความคิดไปและพูดถึงเรื่องเล่าในหนังสือแทน
"ข้าพูดได้เลยใช่ไหม?"เป้น้อยพูดพลางมองลิงภูมิที่กำลังยุ่งอยู่กับไอแพด ลิงภาคพยักหน้า
"มันเป็นนิทาน"
"ขอความเห็นที่ฉลาดกว่านั้นหน่อย"ลิงภูมิพูด

"มันเป็นเรื่องเล่าที่นำเสนอความจริงของโลกด้วยการใช้ขนบนิทานในการเล่าเรื่อง นำเสนอทีละประเด็นของสังคมผ่านตรรกะของนิทาน เรื่องเล่ารวมเรื่องเล่าชื่อเจ้าหงิญนี้ มีการปรากฎตัวของหญิงสาวที่ดูจะเป็นเจ้าหญิงทุกเรื่อง หากแต่ถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นเจ้าหงิญตามชื่อเรื่อง เพราะ ความเป็นจริงในนิทานที่บินหลาเล่า มันเป็นการกลับตาลปัตรขนบนิทานด้วยกลวิธีพลิกเรื่อง อย่างเรื่องเจ้าหญิงเสียงเศร้าจากด่าวดวงที่สี่ ที่พอเจ้าชายขึ้นไปหาเจ้าหญิงกับไม่พบเจ้าหญิง แต่กับพบคนที่หัวเราะเยาะอยู่เต็มไปหมด ทุกคนรอคอยที่จะโยนภาระไอ้โง่ให้กับผู้มาทีหลัง หากเป็นนิทานทั่วไปต้องดูนุ่มนวลกว่านี้ แต่เป็นประเด็นที่ชี้ให้เห็นว่า

คนในสังคมมีท่าทีอย่างไรต่อความล้มเหลวของตัวเอง มันคือการผลักความล้มเหลวนั้นไปยังผู้อื่นและเล่นเกมส์ผู้กล่าวโทษแทน"
"เกมส์ผู้กล่าวโทษ?"
"เหมือนทฤษฎีความสัมพันธ์ของอีริค
เบิร์นไง"เป้น้อยตอบ"ที่ในสถานการณ์ความสัมพันธ์ของคนในสังคมหลายๆครั้งเข้าสู่รูปแบบของเกมส์ ที่มีผู้กล่าวหา เหยื่อและผู้ช่วยเหลือ ผู้ช่วยเหลือจะช่วยเหลือเหยื่อจากผู้กล่าวหา ซึ่งหากเป้าหมายของแต่ละตำแหน่งไม่บรรลุผล จะมีการเปลี่ยนตำแหน่งขึ้นได้ เช่น จากผู้ช่วยเหลือจะกลายเป็นผู้กล่าวหา ผู้กล่าวหาจะกลายเป็นเหยื่อ สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาในเรื่องสั้นเรื่องเจ้าหญิงเสียงเศร้า บทบาทที่เปลี่ยนไปในสังคม เช่นเรื่องเก้าอี้ดนตรี ที่เป้าหมายของเรากับเป้าหมายคนรอบข้างหรือสังคมอาจไม่เหมือนกัน สุดท้าย เราก็กลายเป็นแค่เหยื่อของสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรม”
"โห..แล้วไงต่อ”
“การเล่าเรื่องความเป็นจริงของโลกผ่านขนบนิทาน แม้ตามโครงสร้างของเรื่องจะเป็นแรงที่พุ่งไปข้างหน้าตามขนบนิทานที่มีเป้าหมาย แต่ด้วยน้ำเสียงการเล่าแบบนิทานนี่เอง ที่ทำให้ความจริงในเรื่องที่ต้องการสะท้อนได้เด่นชัดออกมามากกว่า ในตัวบทเหนือจริง ความจรคิงในตัวบทนั้นจะสะท้อนออกมาได้แรงกว่าความจริงในสัจนิยมสามัญ ดังนั้น ขนบนิทานจึงเป็นดาบสองคม ที่ทำให้ความจริงที่เป็นแก่นเด่นชัดและอ่อนด้อยไปในคราวเดียวได้เหมือนกัน”
“โอ้ว ว้าว”
“ซึ่งตรงนี้ ขนบนิทานจะแตกต่างจากสัจนิยมมัศจรรย์นิดหน่อย ตรงที่ว่า น้ำเสียงของ
“แล้วเจ้าคิดยังไงเจ้าหนู”ลิงภูมิถาม
“เป็นหนังสือที่ดี อาจไม่ชอบทุกเรื่อง แต่บางเรื่องก็เจ๋งจริง”
“เจ๋งเพราะอะไร?”
“กลวิธี และเอกภาพ การกลับ เจ้าหญิงเป็นเจ้าหงิญ อาจเป็นการกลายกลับวรรณกรรมสัจนิยมให้เป็นนิทานด้วยเช่นกัน แต่แก่นคงเดิม”
“ว่าแต่ทำไมเจ้าถึงตอบอะไรได้เป็นผู้ใหญ่จัง”ลิงภูมิถาม
“ก็นี่มันนิทานนี่ ไม่เห็นเหรอ? ข้างบนมีคำว่ากาลครั้งหนึ่งด้วยนะ”
“ว้าว....เจ้าก็ใช้ขนบนิทานในการวิจารณ์ด้วยหรือ”
“ใช่”
“แล้วยังมีการตอบโต้ที่นอกเหนือตัวบทไปอีก”
“ใช่”
“แล้วเจ้าพูดถึงหนังสือแค่นั้น ไม่มีใครว่าอะไรหรือ?”
“จะว่าได้ยังไง” เป้น้อยหัวเราะ “ก็บทวิจารณ์ชิ้นนี้ก็แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เจ้าหงิญได้ทำกับข้อเท็จจริงแล้วยังไงล่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”
ว่าแล้วเป้น้อยก็กลายร่างเป็นหมาป่าตัวใหญ่ขึ้นมาทันใด อย่างไม่มีที่มาที่ไปและ แล้วกินลิงภาคเข้าไปจนพุงกาง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

วิธีการเป็นกระบวนการหนึ่งในการสื่อสารแก่น แต่วิธีการไม่ใช่แก่น
แต่หลายๆครั้งแก่นนั่นเองก็ได้กลายรูปเป็นวิธีการ

จบ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น