ทักทาย

7/ 3/2014

ตอนนี้ผมได้งานประจำทำแล้วนะครับ
เป็นงานที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่งครับ ทำกองบรรณาธิการสารคดี
ก็สนุกดีครับ ไกลบ้านหน่อย แต่เนื้องานและสภาพแวดล้อมไม่เลว
อยู่นานๆได้ ก็อยู่ครับ ไม่ชอบเปลี่ยนแปลงอะไรเท่าไรเหมือนกัน

ช่วงนี้อารมณ์ดี และพยายามสจะอารมณ์ดีครับ
รวมๆแล้วมีความสุขดี
เวลาเราดูแลใจตัวเอง มองโลกทั้งสองด้าน ชีวิตก็จะมีพลังขึ้นครับ

ดูแลตัวและหัวใจครับ

อ่านให้สนุกครับ

P.J.Anderson

....................

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

สรุป วิจารณ์ และเสนอแนะทฤษฎีทางจิตวิทยาของมาสโลว์ (Self Actualization)





โดย P.J.Anderson



แรกเริ่มเดิมที จิตวิทยาเป็นหนึ่งในการศึกษาและตั้งคำถามของนักปรัชญา รวมอยู่ในกลุ่มปรัชญามากกว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ ช่วงศตวรรษที่ 18 โลกตะวันตกตื่นตัวในการใช้เหตุผลเชิงประจักษ์ ยุคสว่างวาบทางปัญญา (Enligtenment) ฉายแสงมนุษย์ให้เห็นแจ้ง มนุษย์เชื่อผัสสะมากกว่าพระเจ้าหรือโชคชะตา ทุกสิ่งต้องวัดได้ สัมผัสได้ และมีเหตุผล นั่นอาจเป็นยุคเริ่มแรกและเฟื่องฟูของวิทยาศาสตร์ ผลของมันทำให้มีความพยายามของศาสตร์หลายสาขา ในการพัฒนาองค์ความรู้ของตนให้กลายเป็นวิทยาศาสตร์ หรือมีความเป็นศาสตร์มากขึ้น ทั้งสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ และรวมไปถึงความพยายามของการศึกษาเชิงจิตวิทยา
วิลเฮร์ม วุ้นท์ ได้สร้างห้องทดลองทางจิตวิทยา นั่นเป็นพลุสัญญาณต่อโลกวิชาการว่า จิตวิทยามีความเป็นศาตร์ที่จับต้องได้มากกว่าข้อถกเถียงนามธรรม กลุ่มโครงสร้างนิยม (Structuralism) ถือกำเนิดขึ้นตามมา โดยมีห้องทดลองทางจิตวิทยาเป็นแกน

วิวัฒนาการของจิตวิทยาเริ่มเพื่องฟู ด้วยการกำเนิดของการศึกษาจิตในแบบโครงสร้างนิยม คือดูสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิต จากการศึกษาองค์ประกอบของจิตสำนึก ที่ใช้การรายงานประสบการณ์ภายในด้วยตนเอง จุดเริ่มต้นไม่เลวสำหรับการเป็นศาตร์นามธรรมที่วัดได้ จากนั้น ชายที่ชื่อซิกมันด์ ฟรอยด์ เจ้าของสำนักจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) บอกคนทั่วโลกว่า มีส่วนของภูเขาน้ำแข็งฝังจมอยู่ในจิตใจ พฤติกรรมของเรามาจากแรงขับลึกล้ำที่เป็นดั่งภูเขาใต้น้ำนั้นและเกี่ยวข้องกับเพศเป็นส่วนใหญ่ เราถูกกำหนดโดยอดีตและแรงขับภายในที่เรียกว่า จิตไร้สำนึก (Unconscious) ฟรอยด์ได้ฝังชื่อของตัวเองลงไปในประวัติศาสตร์และทรงอิทธิพลขนาดไม่มีใครในวงการจิตวิทยาไม่รู้จักชื่อของเขา แม้อีกร้อยปีต่อมา

ความเป็นศาตร์ทำให้มิติด้านการศึกษามนุษย์หลายด้านถูกละเลย มนุษย์เสมือนเครื่องจักร ที่ทำตามสิ่งเร้าที่เรียนรู้ตามการให้รางวัลและแรงจูงใจ อาจดูหยาบกระด้างเมหือนวัตถุสักอย่างที่นักจิตวิทยาเฝ้าสังเกต กระทั่งชายที่ชื่ออับราฮัม มาสโลว์ ณ มหาวิทยาลัยแบรนไดส์ (Brandeis 1951- 1961 ) ได้พิมพ์หนังสือที่สำคัญมากเล่มหนึ่งคือ Motivation and Personality เป็นการรวบยอดความคิดการศึกษาและกำหนดคุณลักษณะที่เป็นแก่นของความคิดของเขาขึ้นมา นั่นก็คือ Self Actualization

มาสโลว์ตั้งคำถามต่อการศึกษาจิตวิทยาแบบจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ ว่าทำการศึกษาจากคนจิตอปกติ นั่นหมายถึงการศึกษานั้นไม่ได้ศึกษาว่ามนุษย์ปกติทั่วไปเป็นอย่างไร รวมไปถึงแนวคิดสายพฤติกรรมนิยม ที่ดูจะเป็นการศึกษาที่ค่อนข้างหยาบเกินไป ไม่ได้รวมมิติอื่นๆของมนุษย์เข้ามา จุดหนึ่งที่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างหลักการของตนเองเป็นช่วงที่มาสโลว์ได้ศึกษาเกี่ยวกับความอยากรู้อยากเห็นและความรักของลิงและศึกษาพฤติกรรมด้านอื่นๆจากสุกร ลิงมักจะแก้ปัญหา และหมกมุ่นในการแก้ปัญหาทั้งๆที่อาจจะหิวโหย รวมไปถึงสุกรเองก็มีพฤติกรรมเช่นเดียวกัน มาสโลว์พบว่าไก่มีพฤติกรรมการเลือกกินอาหารที่ดีจากอาหารที่ไม่ดี นั่นเป็นรากฐานที่มาสโลว์วางไว้ให้ทฤษฎี Self Actualization จากข้อสรุปที่ว่า สัตว์เองนั้นมีแรงขับในการคัดเลือกอาหารจากการรักสุขภาพ และมนุษย์เองมีแรงขับในการหาความรู้เช่นกัน (ตรงนี้ผู้เขียนเชื่อว่า มาสโลว์เทียบลิงกับคน)

พื้นฐานความคิดของมาสโลว์ ชี้ว่า มนุษย์มีความต้องการพื้นฐานอยู่สองชุด คือความต้องการพื้นฐาน (Basic Needs) และความต้องการในด้านการเจริญเติบโต (Meta needs) ความต้องการพื้นฐานนั้นต้องได้รับการตอบสนองก่อน มนุษย์จึงจะแสวงหาความต้องการด้านการเจริญเติบโต ความต้องการสองด้านนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็น ทฤษฎัลำดับขั้นแรงจูงใจ (Maslow’s Hierachical Theory of Motivation)

ความต้องการขั้นพื้นฐาน (Basic Needs)

มีเงื่อนไขแรกที่จะตอบสนองความต้องการเหล่านี้คือ เสรีภาพ ทั้งในการพูด คิด หรือกระทำใดๆที่ไม่เป็นอันตรายกับผู้อื่น หากขาดไร้เงื่อนไขดังกล่าว ความต้องการพื้นฐานจะไม่ได้รับการตอบสนองหรือเป็นไปได้ยาก

ความต้องการพื้นฐาน เริ่มต้นด้วย ความต้องการทางกาย (Physiological Needs) เช่น ความต้องการด้านอาหาร ความหิวต่างๆยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย เซ็กส์ หากความต้องการเหล่านี้ได้รับการตอบสนองแล้ว มนุษย์จะแสวงหาความต้องการด้านอื่นต่อไป อันที่จริง แรงจูงใจชนิดนี้มักจะเกี่ยวเนื่องกันกับความต้องการด้านแรกโดยอัตโนมัติ นั่นคือด้านของ ความต้องการด้านความปลอดภัย (Safety Needs) คือความปลอดภัยของชีวิต ทรัพย์สิน (หรือสิ่งที่มนุษย์ได้มาซึ่งการทำให้ความต้องการด้านร่างกาย ได้รับการตอบสนองแล้ว) เป็นความปลอดภัยและได้รับการปกป้องจากโครงสร้าง กฎหมาย และจากความกลัวรวมไปถึงความว้าวุ่นใจ

หากมนุษย์ได้รับความมั่นคงและปลอดภัย ความต้องการด้านความรักและความสัมพันธ์จะเกิดขึ้น มนุษย์จะรู้สึกว่าได้รับความรัก ความเป็นเจ้าของ และตนเองก็อยากมีความรู้สึกว่าได้ครอบครองหรือมีสิ่งที่ตนเป็นเจ้าของอยู่ ความต้องการเหล่านี้เรียกว่า Belongingness and Love Needs ซึ่งในความรักนี้ มาสโลว์บอกว่า มันเป็นความรักที่เกิดจากความขาด (Deficiency love) ซึ่งความรักที่เป็นความต้องการพื้นฐานนี้ หากได้รับการตอบสนอง มนุษย์จึงสามารถรักได้แบบมีวุฒิภาวะ หรือ Being love ซึ่งมีแต่ความห่วงใยต่อผู้อื่น
ความต้องการด้านต่อไปของมนุษย์ หลังจากได้รับความต้องการตามแรงจูงใจ 3 ขั้นแรกแล้ว จะเป็นความต้องการให้คนนับถือ (Esteem needs) ซึ่งถือว่าเป็นความต้องการพื้นฐานขั้นสุดท้ายของมาสโลว์ ซึ่งบุคคลอาจมีการผิดปกติได้หากความต้องการส่วนนี้ไม่ได้รับการตอบสนอง ความต้องการด้านการเคารพนับถือนี้ แบ่งเป็นสองส่วน คือ ความนับถือที่ยืนอยู่บนความสามารถของตนเอง ผลงาน เสรีภาพ และความต้องการการนับถือที่ต้องพึ่งพาการประเมินจากผู้อื่น ซึ่งความต้องการส่วนที่สองนี้ อาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้ เพราะหากเราได้รับการยอมรับนับถือ ชื่นชมในสิ่งที่ผิด เราอาจมีพัฒนาการที่บกพร่องได้ เช่น เด็กที่ได้รับคำชมว่าเรียนเก่งทั้งๆที่ไม่เก่ง ก็จะทำให้เขาปรับตัวในสังคมลำบาก เนื่องจากข้อเท็จจริงกับสิ่งที่ได้รับมาจากผู้อื่นไม่ตรงกัน

ความต้องการขั้นขั้นสูง (Meta Needs)

เป็นแก่นของแนวคิดของมาสโลว์ คือความต้องการด้านการเจริญเติบโต หรือประจักษ์ในตนเอง (Self Actualization)

เมื่อใดก็ตามที่ความต้องการพื้นฐาน 4 ขั้นดังกล่าวได้รับการตอบสนอง (โดยที่มนุษย์ต้องมีเสรีภาพที่ดีเป็นเงื่อนไข) มนุษย์จะแสวงหาความต้องการที่จะบรรลุศักยภาพและความประจักษ์แก่ตน คำว่า Self Actualization นั้นยังยากที่จะจำกัดความเป็นภาษาไทยเพื่อความเข้าใจที่ตรง (หลายครั้งจึงใช้ทับศัพท์) มันเป็นดั่งการทำความเข้าใจตนเองขั้นสูงและพึงพอใจกับชีวิต เป็นการทำประโยชน์แก่สังคมเพื่อให้เห็นถึงตนเองผ่านโลกรอบตัว เป็นการแสดงความสามารถของตนตามที่เราทำได้และประสบความสำเร็จของชีวิตในฐานะปัจเจกชน เป็นการมองความสามารถที่มีอยู่ของตนอย่างถึงที่สุดและใช้มันออกมา ซึ่งมาสโลว์ชี้ว่า มนุษย์หลายคนกลัวความสามารถของตนเอง มาสโลว์เรียกว่า Jonah complex อันเป็นการกลัวความประสบความสำเร็จ

Jonah complex ของมาสโลว์ มีความแตกต่างกันระหว่างหญิงกับชาย โดยผู้หญิงมีแนวโน้มกลัวความสามารถของตนเอง เนื่องจากอาจไม่ได้รับการยอมรับและหวาดกลัวการถูฏปฎ ในขณะที่ผู้ชายอาจเป็นเรื่องของการกลัวความรับผิดชอบและกลัวว่าสิ่งที่ได้มาหลังการประสบความสำเร็จนั้น มันจะไม่ทำให้ชีวิตเป็นสุข ความกลัวเหล่านี้ ล้วนเป็นกำแพงขวางการบรรลุศักยภาพแห่งตนของปัจเจกทั้งสิ้น
การบรรลุศักยภาพแห่งตนนั้น จำเป็นต้องมีสภาพแวดล้อมที่ดี อาจรวมไปถึงสังคมที่ส่งเสริมความเสมอภาคและการสนับสนุนปัจเจกให้มีการตัดสินใจด้วยตนเองได้อย่างอิสระ

ความต้องการพื้นฐานดังกล่าวนี้มีเป็นลำดับขึ้น แต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับบางคน ที่ความต้องการพื้นฐานบางอย่างยังไม่ได้รับการตอบสนอง แต่มีแนวโน้มใกล้เคียงการบรรลุศักยภาพแห่งตนแล้ว เช่น คนที่ยึดถืออุดมการณ์มากกว่าชีวิต คนพวกนี้แม้การตอบสนองด้านพื้นฐานจะยังไม่ครบสมบูรณ์ดี แต่ก็มีความมุ่งมั่นสร้างสรรค์พอที่จะใส่ใจในการบรรลุศักยภาพแห่งตน

Self Actualization ที่เป็นความคิดหลักของมาสโลว์นั้น มีคุณสมบัติอย่างไร? ใครกันคือคนที่เรียกได้ว่าเป็นผู้ที่มี Self Actualization มาสโลว์ได้ทำการศึกษาจากประวัติศาสตร์ นำบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายๆคนมาและศึกษาชีวประวัติแต่ละคนเพื่อค้นหา คุณสมบัติที่เรีกยได้ว่าเป็นผู้ที่มี Self Actualization ซึ่งได้ข้อสรุปดังนี้
คุณลักษณะของบุคคลที่มี Self Actualization มักมีการรู้จักปรับตัว ยอมรับตนเองบุคคลอื่นตามสภาพความเป็นจริง มีความตั้งใจที่แน่วแน่ วางศูนย์กลางการแก้ปัญหาไว้ที่ตัวปัญหา ไม่ใช่ตนเอง ไม่รู้สึกติดพันกับบุคคลหรือสภาวะใดๆเกินไป มีความสันโดษ เป็นตัวเองและรู้สึกมีอิสระ ไม่ยึดสิ่งซ้ำซากจำเจ อาจมีประสบการณ์ต่อสิ่งลึกลับแบบลึกซึ้งหรือสภาพนามธรรม เขาจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนที่เขาใจเป็นพิเศษบางคน แต่ก็มีอารมณ์ความรู้สึกร่วมกับธรรมชาติและมนุษย์โลก

นอกจากนี้ คนที่มีคุณสมบัติความเป็น Self Actualization จะมีลักษณะเป็นประชาธิปไตยสูง มีอารมณ์ขันที่ไม่ทำร้ายใคร มีความคิดสร้างสรรค์ไม่รู้จบ อาจจะต่อต้านพิธีการและรุปแบบที่ขัดต่อความก้าวหน้า และทำตนอยู่เหนือสิ่งแวดล้อมแต่ไม่ได้หมายความว่า เขาคิดว่าตัวเองเหนือกว่าผู้อื่น
คนกลุ่มนี้อาจมีข้อเสียตรงเขาอาจจะน่าเบื่อ ขี้หงุดหงิด ดื้อ แต่พวกเขาก็ไม่อวดดี มีความเที่ยงธรรมพอในการตัดสิน ซึ่งเขาก็เหมือนคนอื่นๆที่มีการเกรี้ยวกราดได้ตามสมควร

มาสโลว์ชี้ว่า คนเมื่อเข้าสู่ความต้องการขั้นสูงแล้ว จะมีการพึ่งพาผู้อื่นหรือสังคมภายนอกน้อยลง หรือความเห็นชอบจากคนอื่น แต่จะพึ่งพาประสบการณ์ภายในมากขึ้น ทั้งความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถของตนเอง

การประเมินผู้บรรลุศักยภาพ (Self Actualization) และการนำไปใช้บำบัดรักษาภาวะจิตอปกติ

มาสโลว์ใช้วิธีการที่เรียกว่า Iteration เป็นการใช้ความเชื่อทั่วไปเกี่ยวกับผู้ที่มี Self Actualization เปรียบเทียบนิยามและตัดทอนออกจนได้นิยามร่วมที่น่าเชื่อถือ จากนั้น มาสโลว์ ได้คัดเลือกนักศึกษามา 3,000 คน เพื่อทำการศึกษาว่ามีผู้ที่มีคุณลักษณะของผู้บรรลึศักยภาพอยู่หรือไม่ โดยที่ระหว่างการศึกษา ได้มีการปรับเปลี่ยนนิยามได้หากค้นพบหลักฐานที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ผลการศึกษาของมาสโลว์พบว่ามีผู้ที่บรรลุศักยภาพน้อยมาก อาจเป็นเพราะ มาสโลว์เองได้ตั้งนิยามที่สูงเกินไปของ Self Actualization อีกทั้งมันอาจเป็นเพียงการสะท้อนค่านิยมส่วนตัวของเขาเอง

ในส่วนการบำบัดรักษาผู้ที่มีความผิดปกติ หรือจิตอปกติ มาสโลว์เน้นว่า คนที่เป็นโรคประสาท เป็นเพราะความต้องการพื้นฐานต่างๆไม่ได้รับการตอบสนอง หรืออาจถูกปฏิเสธ และนั่นทำให้พวกเขาไปสู่ Self Actualization ไม่ได้ดังนั้น ปฏิสัมพันธ์แบบเพื่อนของผู้รับการบำบัดและผู้บำบัดนั้น เป็นตัวสำคัญที่จะทำให้การบำบัดรักษาเป็นไปได้อย่างดี ให้ไปเป็นลักษณะของเพื่อนที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน (ตรงนี้ผู้เขียนคิดว่า มีความเป็นไปได้ที่โรเจอร์นำแนวคิดนี้ไปพัฒนาต่อในการบำบัดรักษาของเขาเอง) สถานบำบัดต้องเป็นกันเอง ปล่อยให้มีความไร้สาระออกมาได้บ้าง การบำบัดนั้น ไม่เพียงแต่ผู้ให้การบำบัดต้องดูแลและให้ความรักแก่คนไข้ แต่คนไข้เองก็ต้องมอบความรักความเมตตาให้ผู้อื่นด้วย รวมไปถึงการให้ค่านิยมเชิงบวกแก่คนไข้ที่เข้ารับการรักษา
แม้วิธีการของมาสโลว์จะดูเข้าที ขณะเดียวกัน มาสโลว์เองก็ยอมรับว่า มีบางกรณีที่การบำบัดเช่นนี้ไม่ได้ผล เช่น คนที่ป่วยเรื้อรัง มาสโลว์เชื่อว่าการวิเคราะห์แบบเจาะลึกในแบบของฟรอยด์น่าจะใช้ได้ผลดีกว่า

วิจารณ์ทฤษฎีและเสนอแนะ

ทฤษฎีของมาสโลว์นั้น ได้แหวกแนวออกจากการศึกษาหลายๆด้านดั่งที่จิตวิทยาเคยทำ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า นับวัน มนุษย์ที่ถูกศึกษามักมีสภาพเป็นวัตถุหรือสัตว์ มากกว่าจะเป็นมนุษย์อย่างที่ควรจะเป็น
ทั้งนี้ ผู้เขียนมองว่า ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งได้มีแนวคิดมนุษยนิยมที่เกี่ยวกับปรัชญาอัตถภวนิยม (Existential) แพร่ขยายออกไปมาก จึงทำให้มาสโลว์นำแนวคิดนี้มาใช้กับจิตวิทยาในแบบของตน (ทั้งๆที่มาสโลว์ถือเป็นฟรอยเดียนคนหนึ่งในยุคเริ่มแรกได้เลย)

มาสโลว์ให้ความหวังแก่วงการจิตวิทยา ว่านอกเหนือจากจิตอปกติ สภาวะปกติ และเสรีภาพของการเลือกเป็นแก่นแท้ชนิดหนึ่งของมนุษย์ แม้วิธีการศึกษาของเขาจะยังมีความคลุมเครือหลายจุด (เช่น การวิเคราะห์ผู้ที่บรรลุกศักยภาพแห่งตน หรือบุคคลจะก้าวไปสู่ความต้องการพื้นฐานขั้นต่อไปได้เมื่อไร) นอกจากนี้ ผู้ที่ใกล้เคียงการบรรลุศักยภาพหลายๆคนยังมีแนวโมที่บ่งชี้ว่า ไม่ได้รับการตอบสนองขั้นพื้นฐานอย่างสมบูรณ์พร้อม (เช่นกาลิเลโอ หรือ แวนโก๊ะ) อีกทั้งมาตรวัดหลายๆตัวมีความครุมเครือในการใช้ ซึ่งดูจะเป็นเจตคติส่วนบุคคลเสียมากกว่า จึงทำให้มาสโลว์มีงานศึกษาที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์น้อยกว่านักจิตวิทยาสาขาอื่น
แต่เนื่องจากการศึกษามนุษย์ที่มีความซับซ้อนสูง และมีหลายตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม ดังนั้นผู้เขียนจึงมองว่า ทฤษฎีของมาสโลว์เป็นหนึ่งในแนวทางที่น่าจะใช้ได้ผลกับบุคคลหลายๆคน ซึ่งภายหลังก็ได้มีนักจิตวิทยาหลายๆคนได้นำแนวคิดของมาสโลว์มาพัฒนาต่อ ทฤษฎี Self Actualization ของมาสโลว์ได้ทำให้ผู้สนใจได้ศึกษาในประเด็นที่แตกต่างจากเดิมได้นอกจากจิตอปกติ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่ายอีกเช่นกัน


จุดที่ดูจะเป็นจุดอ่อนที่สุดและถูกโจมตีมากที่สุดหนีไม่พ้นเรื่องของคุณลักษณะของ Self Actualization ที่มาสโลว์ได้ทำการศึกษาจากประวัติศาสตร์ซึ่งวิธีการนี้ดูจะมีความเป็นวิทยาศาสตร์น้อยมาก (ผู้เขียนได้เกริ่นเรื่องวิทยาศาสตร์ไปแล้วเล้กน้อยในตอนต้น) ดังนั้นการยอมรับผลการวิจัยของเขาจึงก้ำกึ่งไปในทางลบมากกว่า เพียงแต่มาสโลว์ก็ได้ชี้แจง(หรือกล่าวอ้าง) ว่า งานศึกษาของเขาเป็นเพียงงานบุกเบิกที่ต้องมีผู้นำไปศึกษาต่ออีก จึงจะได้ผลลัพธ์ที่แน่นอนกว่าเดิม (หรือนี่เป็นแรงบันดาลใจในการตั้งชื่อหนังสือเล่มหนึ่งของเขาว่า The Farther reachs of human nature) หรืออาจเป็นเพราะ ผู้ที่จะบรรลุศักยภาพตามแบบมาสโลว์ได้นั้นต้องมีลักษณะที่สูงยิ่งกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไปนัก หาไม่แล้ว ก็คงเป็นเพราะมาสโลว์นั่นเองที่ตั้งค่าของผู้ที่บรรลุลักษณะไว้สูงเกินไป หากเทียบกับกระบวนการตั้งค่าที่ทำเพียงศึกษาประวัติศาสตร์ส่วนบุคคล

2 ความคิดเห็น: